Thermocouple (เทอร์โมคัปเปิล) คือ เซนเซอร์สำหรับวัดอุณหภูมิที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในภาคอุตสาหกรรม โครงสร้างของมัน เกิดจากการนำ ลวดโลหะต่างชนิดกัน 2 เส้น (เช่น โลหะ Type A และ Type B) มาเชื่อมปลายเข้าด้วยกันที่ฝั่งหนึ่ง

หลักการทำงานพื้นฐาน
เทอร์โมคัปเปิลทำงานโดยอาศัยปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ที่เรียกว่า Seebeck Effect (ปรากฏการณ์ซีเบค):
1. Hot Junction (จุดวัดอุณหภูมิ): คือปลายลวดส่วนที่เชื่อมติดกัน ซึ่งเราจะนำไปสัมผัสกับบริเวณที่ต้องการวัดอุณหภูมิ
2.Cold Junction (จุดอ้างอิง): คือปลายลวดอีกด้านหนึ่งที่ต่อเข้ากับเครื่องวัดหรือเครื่องบันทึกข้อมูล (Data Logger)
3.การเกิดแรงดันไฟฟ้า: เมื่อมีความต่างของอุณหภูมิระหว่าง Hot Junction และ Cold Junction จะทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าและแรงดันไฟฟ้าขนาดเล็กมากในระดับ มิลลิโวลต์ (Millivolts) ไหลในวงจร
ตัวเครื่องวัดจะนำค่ามิลลิโวลต์ที่ตรวจจับได้นี้ ไปคำนวณและแปลงกลับมาเป็นตัวเลขอุณหภูมิ (°C หรือ °F) ให้เราอ่านค่าได้
ทำไมถึงนิยมใช้ Thermocouple?
1.ช่วงการวัดกว้างมาก: สามารถวัดอุณหภูมิได้ตั้งแต่ติดลบต่ำกว่า -200°C ไปจนถึงความร้อนสูงเกิน 1,600°C (ขึ้นอยู่กับชนิดของโลหะที่ใช้) จึงเหมาะกับงานเตาอบ โรงหล่อเหล็ก หรือระบบทำความเย็นจัด
2.ทนทานและตอบสนองไว: เนื่องจากเป็นเพียงเส้นลวดโลหะเชื่อมกัน จึงไม่มีวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่ปลายเซนเซอร์ ทำให้ทนต่อแรงสั่นสะเทือนได้ดี และรับรู้การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิได้อย่างรวดเร็ว
3.ราคาประหยัด: ราคาเซนเซอร์ถูกกว่าเมื่อเทียบกับเซนเซอร์ประเภทอื่น
ประเภทของ Thermocouple
ประเภทของ Thermocouple หลักๆ จะถูกแบ่งตาม ชนิดของโลหะที่นำมาจับคู่กัน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อช่วงอุณหภูมิที่สามารถวัดได้ ความแม่นยำ และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม มาตรฐานสากลจะแบ่ง Thermocouple ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ Base Metal (โลหะทั่วไป) สำหรับงานทั่วไปถึงความร้อนปานกลาง และ Noble Metal (โลหะมีตระกูล/โลหะมีค่า) สำหรับงานความร้อนสูงมาก โดยมีรายละเอียดแต่ละ Type ดังนี้ครับ
ตารางเปรียบเทียบประเภทของ Thermocouple (Thermocouple Types Comparison)
| Type | โลหะคู่ (บวก / ลบ) | ช่วงอุณหภูมิ (°C) | จุดเด่น | ข้อควรระวัง |
| [กลุ่มที่ 1] BASE METAL (โลหะทั่วไป เน้นงานทั่วไป ราคาประหยัด) | ||||
| K | Chromel / Alumel | -200 ถึง 1,260 | • ยอดนิยมที่สุด หาซื้อง่าย มีหัววัดหลากหลาย • ใช้งานได้ดีในพื้นที่ที่มีออกซิเจน | • ไม่เหมาะกับพื้นที่อับอากาศหรือมีกรด เพราะจะเกิดปรากฏการณ์ “Green Rot” ทำให้ค่าเพี้ยน |
| J | Iron / Constantan | 0 ถึง 760 | • ราคาถูก ให้สัญญาณแรงดันค่อนข้างดี • นิยมมากในอุตสาหกรรมฉีดพลาสติก | • ขาหนึ่งเป็นเหล็ก ห้ามโดนความชื้นเด็ดขาดเพราะจะขึ้นสนิมเร็วมาก และทำให้สายขาดหรือค่าเพี้ยน |
| T | Copper / Constantan | -200 ถึง 370 | • แม่นยำและเสถียรที่สุดในอุณหภูมิต่ำ/ติดลบ • สายทนความชื้นได้ดี เหมาะกับงานอาหารและห้องเย็น | • ทนความร้อนได้ต่ำมาก (ไม่เกิน 370°C) หากใช้เกินอุณหภูมิจะสายไหม้และพังทันที |
| E | Chromel / Constantan | -200 ถึง 900 | • ให้แรงดันไฟฟ้า (EMF) สูงที่สุดในกลุ่ม • ตอบสนองไวมากกับการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิเล็กๆ | • ไม่ค่อยเป็นที่นิยมในตลาดทั่วไป ทำให้หาซื้อยากกว่า Type K หรือ J |
| N | Nicrosil / Nisil | -270 ถึง 1,300 | • พัฒนามาเพื่อแก้จุดบกพร่องของ Type K • ทนความร้อนสูงได้นิ่งและเสถียรกว่า ไม่เกิด Green Rot | • ราคาสูงกว่า Type K และอุปกรณ์รองรับ (เช่น เครื่องอ่านค่า) อาจมีน้อยกว่า |
| [กลุ่มที่ 2] NOBLE METAL (โลหะมีตระกูล เน้นงานความร้อน สูงพิเศษ) | ||||
| S | Platinum 10% Rhodium / Platinum | 0 ถึง 1,480 | • แม่นยำและเสถียรสูงมาก นิยมใช้เป็นตัวอ้างอิงมาตรฐาน • ทนความร้อนสูงในเตาเผาเซรามิกหรือแก้วได้ดีเยี่ยม | • ราคาสูงมากเนื่องจากทำจากแพลทินัม • สายเปราะหักง่าย ต้องใส่ปลอกเซรามิกป้องกัน |
| R | Platinum 13% Rhodium / Platinum | 0 ถึง 1,480 | • คุณสมบัติคล้าย Type S เกือบทุกประการ • ให้สัญญาณแรงดันไฟฟ้าแรงกว่า Type S เล็กน้อย | • ราคาสูงมากเช่นเดียวกับ Type S และต้องระวังเรื่องการกระแทกหรือสั่นสะเทือน |
| B | Platinum 30% Rhodium / Platinum 6% Rhodium | 870 ถึง 1,700 | • ทนอุณหภูมิได้สูงที่สุดในบรรดาทุก Type (ถึง 1,700°C) • มีความเสถียรสูงมากในงานที่ร้อนจัดตลอดเวลา | • ไม่สามารถวัดอุณหภูมิต่ำได้ (ต่ำกว่า 50°C จะวัดค่าไม่ได้เลย) • ราคาสูงที่สุดในบรรดาทุกประเภท |
หมายเหตุ: ตัวเลขช่วงอุณหภูมิที่ระบุในตารางมาตรฐาน (เช่น Type K วัดได้ถึง 1,260°C) นั้นเป็นเพียงขีดจำกัดสูงสุดของ ตัวเนื้อโลหะคู่ลวดเปลือย (Bare Element) เท่านั้น แต่ในการใช้งานจริง ตัวกำหนดขีดจำกัดที่แท้จริงคือ ฉนวน (Insulation) และ ปลอกป้องกัน (Sheath/Protection Tube)
แนวทางในการเลือกใช้งาน Thermocouple
ขั้นที่ 1: เลือก Type จาก “อุณหภูมิใช้งาน”
ติดลบถึงหนาวจัด (-200°C ถึง 350°C): เลือก Type T (เสถียรสุดในความเย็น)
ความร้อนต่ำถึงปานกลาง (0°C ถึง 700°C): เลือก Type J (เน้นประหยัด งานแห้ง) หรือ Type K
ความร้อนสูง (700°C ถึง 1,200°C): เลือก Type K (ยอดนิยม) หรือ Type N (ทนความร้อนต่อเนื่องดีกว่า K)
ความร้อนจัด (1,200°C ขึ้นไป): เลือก Type S / R / B (กลุ่มโลหะมีค่า ทนเตาหลอม)
ขั้นที่ 2: เลือกวัสดุภายนอกให้ทนตามสภาพแวดล้อม
– ฉนวนสายไฟ (Wire)
งานเย็น/เปียก/เคมี : เลือกฉนวน Teflon (ทนได้ ~200°C)
งานเตาอบทั่วไป: เลือกฉนวน Fiberglass (ทนได้ ~400°C)
–ปลอกโพรบหุ้มลวด (Sheath/Tube):
งานจุ่มทั่วไป/ความร้อนปานกลาง : ปลอก Stainless Steel (ทนได้ ~800°C)
งานความร้อนสูง : ปลอก Inconel (ทนได้ ~1,100°C)
งานร้อนจัด : ปลอก Ceramic (ทนได้ >1,400°C)
ขั้นที่ 3: เช็กข้อจำกัดอุปกรณ์
เครื่องอ่าน/Data Logger: ต้องรองรับ Type ที่เลือก
สายต่อขยาย: ต้องใช้สายที่เป็น Type เดียวกันกับตัวเซนเซอร์เสมอ ห้ามใช้สายไฟธรรมดา
**คีย์เวิร์ดสำคัญ: เวลาใช้งานจริง อุณหภูมิสูงสุดที่เซนเซอร์รับได้ จะเท่ากับวัสดุชิ้นที่ ทนอุณหภูมิได้ต่ำที่สุด ในชุดนั้น
